by Kajorn Bhirakit
Friday September 10th 2010

รู้จักกับคำสั่ง Optical Margin Alignment

ผู้ที่ใช้งาน Adobe InDesign ตั้งแต่ CS3 เป็นต้นมา เมื่อเลือกคำสั่ง Paragraph Style ในการกำหนด Indents and Spacing จะเห็นคำสั่งด้านล่างของ Alignment จะมีให้เลือกอีก 2 อย่างคือ Balance Ragged Line กับ Ignore Optical Margin สำหรับ อันแรกคือ Balance Ragged Line นั้น เราใช้คำสั่งนี้เมื่อต้องการให้ความยาวของแต่ละบรรทัดมีความยาวใกล้เคียงกัน เหมาะกับข้อความหัวข้อ หรือการจัดข้อความแบบเสมอหน้า ปล่อยท้าย (Align Left) หรือเสมอท้าย ปล่อยหน้า (Align Right)

สำหรับอีกคำสั่งหนึ่งนั้น คือ Ignore Optical Margin นั้น เป็นคำสั่งให้เราทำการจัดแนวข้อความให้สวยงามตามสายตาโดยไม่ได้กำหนดจากข้อความโดยตรง ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องดูการอธิบายผ่านวิดีโอที่ผมทำให้ดูข้างล่างนี้ครับ


การทำงานด้วย Bullets & Numbering

ความสามารถที่น่าใช้งานในการทำงานกับข้อความอย่างหนึ่ง ที่ Adobe InDesign ได้ทำการปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ดีขึ้นตั้งแต่ CS3 แล้วก็คือคำสั่ง Bullets & Numbering ซึ่งผู้ใช้งานบ้านเรามักไม่ค่อยได้มีโอกาศได้ใช้กัน เพราะส่วนใหญ่มักพิมพ์มาให้ตั้งแต่ต้นฉบับแล้ว ดังนั้นหากเราอยากจะต้องการใช้ความสามารถนี้เราก็จำเป็นต้องปรับปรุงพฤติกรรมการใช้งานในการพิมพ์ต้นฉบับเสียใหม่
สำหรับการใช้งานนั้น สามารถดูได้จากวิดีโอที่ผมได้สาธิตให้ดูกันได้ที่นี่

นอกจากนี้ ใรายังสามารถเอาคุณสมบัติของการใช้งาน Bullets&Numbering มาประยุกต์ใช้งานในกรณีอื่นๆได้อีก สามารถชมได้จากวิดีโอเช่นกัน

การใช้งาน Adobe InDesign หากผู้ใช้งานต้องการจะใช้งานให้คุ้มค่า จะต้องมีระบบคิด และนำความสามารถต่างๆ มาทำงานร่วมกันครับ


มาทำงานด้วยการกำหนดค่า Preflight กันเถอะ

วันนี้เรามาทำงานให้เป็นมาตรฐานด้วยกันเถอะ โดยการเริ่มต้นการทำงานให้ถูกต้องที่โปรแกรมต้นทาง ในที่นี้ผมหมายถึง การทำงานที่ถูกต้องด้วย Adobe InDesign CS4
ความสามารถใหม่อย่างหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน InDesign CS4 ก็คือ Live Preflight ที่ผู้ทำงานสามารถตรวจสอบวิธีการทำงานของเราในระหว่างการทำงานที่ Adobe InDesign CS4 ได้เลย ซึ่งเราสามารถกำหนดค่าในรายละเอียดของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวดสอบการตัดตก (Bleeding) การเลือกใช้ Profile สี การตรวจสอบความละเอียดของภาพ ฯลฯ
เพื่อให้เราสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ผมจึงลองกำหนดการตั้งค่า Preflight ที่เหมาะกับการทำงานสิ่งพิมพ์ สามารถไปดาวน์โหลดได้ ที่นี่
เมื่อไปดาวน์โหลดมาแล้ว ก็ให้ไปที่ Preflight Panel แล้ว Load เข้ามาไว้ในการใช้งานครั้งต่อไป
การตั้งค่าที่ผมได้ตั้งไว้ก็จะเป็นเรื่อง Bleed เรื่องความละเอียดของภาพ และหลายอย่างที่จำเป็นในการทำงานสิ่งพิมพ์ ซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะกับงานของท่านได้ แต่ต้องมีความเข้าใจในเงื่อนไขของการเตรียมพิมพ์ด้วย


Script สำหรับทำตัวหนังสือบนกรอบพื้น

Fred Goldman ได้ทำ Script ที่มีชื่อว่า BoxMaker เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างพื้นรองรับข้อความอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้สร้างเป็น Object Style อย่างที่เราสร้างกัน
ตัวอย่างของ Script นี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การรู้จักการใช้เครื่องมือที่ดี จะเป็นหนทางในการประยุกต์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้งานเราใช้เวลาน้อยลงอีกด้วย


Fred Goldman ใช้วิธีกำหนดการใช้งานด้วย Paragraph rules สามารถไปดาวน์โหลดได้ ที่นี่


การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนจบ)

การทำงานด้วย Adobe InDesign
ในส่วนของการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานสิ่งพิมพ์ และเป็นโปรแกรมที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับการควบคุมเรื่องการจัดการสี เป็นโปรแกรมที่มีลูกเล่นมากเพียงพอที่จะสร้างงานกราฟิคอย่างที่นักออกแบบหลายคนมักชอบทำที่ Adobe Illustrator ซึ่งผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมนักออกแบบไม่ยอมใช้โปรแกรม Adobe InDesign ในการสร้างงานก็ไม่รู้

สำหรับการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign CS4 ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ก็คงจะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ เพราะบทความนี้ไม่ใช่บทความที่จะสอนวิธีการทำงานด้วย Adobe InDesign แต่จะเป็นบทความที่จะอธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมไฟล์สำหรับการพิมพ์มากกว่า ซึ่งขั้นตอนในการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ที่ควรทราบมีดังนี้
1. รู้ตัวเองก่อนว่าจะทำอะไร วันนี้การทำงานด้านสิ่งพิมพ์ของบ้านเรามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเราขาดการเรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานตั้งแต่แรก นักออกแบบจะทำหนังสือก็ไม่เคยศึกษาเรื่อง GRID ไม่รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของสิ่งพิมพ์ ไม่รู้จักการเข้าเล่มและอีกหลายอย่าง ทำให้กระบวนงานต่างๆของเราผิดฝาผิดตัว แล้วก็ทำแบบมั่วๆ จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักออกแบบสมัยใหม่ ที่ไม่สนใจชนิดของสิ่งพิมพ์ แล้วก็เลยกลายเป็นการสร้างค่านิยม หรือมาตรฐานในแนวคิดแบบผิดๆ ไปถึงต้นตอของการศึกษา เพราะว่าคนสอนเองก็ไปหลงประเด็นกับงานออกแบบมากกว่าโครงสร้างของสิ่งพิมพ์ ก็เลยกลายมาเป็นการสร้างปัญหาตั้งแต่เริ่มงาน ดังนั้นก่อนที่จะทำงานด้วย Adobe InDesign อย่างน้อยผู้ที่ทำงานจะต้องตระหนักว่า เราต้องมีการสร้างรูปแบบ หรือร่างแบบก่อนที่จะทำงานเพื่อที่จะได้ทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ และต้องแยกให้ออกว่า นิตยสาร ใบปลิว จุลสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ ฯลฯ มันมีความแตกต่างกันอย่างไร และมันมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันอย่างไร
2. ตั้งค่า Preflight Profile ในเวอร์ชั่น CS4 มีความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นมาเพื่อให้นักออกแบบได้ตรวจสอบการทำงานของตัวเองว่าไฟล์งานที่ทำอยู่นั้น มีมาตรฐานตามที่เราต้องการหรือไม่ เช่นหากเรากำหนดให้ภาพต้องเป็นความละเอียดระหว่าง 300-350 dpi เมื่อเราทำงานแล้วปรากฏว่าภาพที่เราใช้ความละเอียดไม่ได้ตามที่ต้องการก็จะมีการเตือนขึ้นมาที่ Preflight Panel ซึ่งทำให้เราสามารถทำงานได้ถูกต้องมากขึ้น การกำหนดให้ตรวจสอบเรื่อง Preflight นี้ สามารถกำหนดให้ทำงานได้ตั้งแต่ การตรวจสอบขนาด การเผื่อตัดตก การจัดการสี การทำงานเรื่องข้อความ ฯลฯ
3. ทำความเข้าใจเรื่อง Color Management การทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign ก็เหมือนกับการทำงานที่ Adobe Illustrator นั่นก็คือต้องมีการกำหนดค่า Color Settings ให้เหมือนกัน และเมื่อเราเอาไฟล์ RGB หรือ CMYK ที่ฝังโปรไฟล์สีที่ไม่ตรงกับ Working Spaces ที่เรากำหนดไว้ โปรแกรม Adobe InDesign จะทำการ Assign Profile เข้าไปสู่ Document Working Spaces โดยอัตโนมัติ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราควรจะใช้ Color Profile เดียวกันทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำงานโดยการ Convert Profile มากจนเกินไป
4. พยายามสร้างงานด้วย Style หลายคนที่ยังทำงานติดรูปแบบโดยการเลือกกำหนดตัวอักษร หรือ Fonts เป็นแบบเลือกเอาทีละจุด เรื่องนี้เป็นผลให้นักออกแบบหลายคนไม่เข้าใจวิธีการทำงานที่เป็นระบบเลยทำให้การสร้างงาน การแก้ไขงานเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้นผู้ที่จะทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign จะต้องสามารถใช้งาน Character Style, Paragraph Style, Table Style, Cell Style และ Object Style ถ้าหากไม่สามารถทำงานด้วย Style เหล่านี้ได้ก็อย่าคิดทำงานด้วย Adobe InDesign เพื่อสร้างภาระให้กับคนอื่นเลย
5. ตรวจสอบงานให้ครบถ้วน หลังจากที่ได้ทำการสร้างงานจนเสร็จแล้วก่อนที่จะทำการ Package งาน หรือส่งงานไปที่อื่น ลองตรวจสอบการทำงานด้วยการดูที่ View > Overprint Preview ว่าเรามีการกำหนดให้มีการใช้งาน Overprint หรือไม่ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็ไปดูว่าเรามีการใช้งานเกี่ยวกับการแยกสีอย่างไรด้วยการไปที่ Windows > Output > Separation Preview เพื่อที่เราจะได้ทำการตรวจสอบเรื่องจำนวนสีในการแยกสี มีการกำหนดในเรื่องสีพิเศษหรือไม่ และตรวจสอบเรื่อง Ink Limit ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ด้วยโดยเราสามารถตรวจสอบได้จากที่เดียวกันนี้
6. กำหนดค่าการ Output ให้ถูกต้อง งานที่เราทำเกือบทุกงานผมเชื่อได้เลยว่าต้องมีเรื่อง Transparency เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็คล้ายๆ กับการทำงานที่ Adobe Illustrator นั่นก็คือเราต้องมีการกำหนดค่าเรื่อง Transparency Flattener preset เช่นเดียวกัน เพราะค่าที่กำหนดมาจากพื้นฐานของโปรแกรมยังไม่ละเอียดพอที่เราต้องการ ดังนั้เราต้องเข้าไปตั้งค่าให้เหมาะสม โดยไปที่ Edit > Transparency Flattener preset เลือก New แล้วกำหนดค่า Raster/Vector Balance ที่ 100 ตรงช่อง Line Art and Text Resolution ที่ 2400 ppi และกำหนดค่า Gradient and Mesh Resolution ที่ 300 ppi หลังจากนั้นก็ทำการ Save การตั้งค่านี้ไว้ เพื่อนำไปใช้ในตอนที่เราจะทำการ Export ไปเป็นไฟล์ PDF เพื่อการพิมพ์ต่อไป
7. ทำการ Package ไฟล์งาน เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงตอนที่จะทำการเก็บไฟล์ โดยการเลือก Package File เพื่อทำการรวบรวมส่วนประกอบต่างๆ ของไฟล์งานให้อยู่ใน Folder เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Fonts ภาพประกอบทั้้งหมด ตัวไฟล์ InDesign และรายละเอียดทั้งหมดของไฟล์ ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำ Folder งานทั้งหมดไปทำงานต่อที่ไหนก็ได้ เพราะทุกอย่างถูกรวบรวมมาไว้ใน Folder เดียวกันหมด
8. Export เป็น PDF อย่างเดียว เมื่อทำการ Package เรียบร้อยแล้ว ลืมเรื่องการ Print Postscript ไปเลยมันโบราณแล้ว ตอนนี้เราใช้วิธี Export ไปเป็น PDF โดยตรง โดยเลือกเป็น PDF/X-3 แล้วกำหนดดังนี้
- เลือก Adobe PDF Preset ที่ PDF/X-3:2002
- ไปที่ Marks and Bleeds เลือกตรง Bleed and Slug แล้วก็คลิกตรง Use Document Bleed Settings
- ไปที่ Advanced ดูตรง Transparency Flattener ให้เลือก Preset ที่เราสร้างไว้ (ตามข้อ 6.) เพราะค่า Default ที่เลือกไว้เป็น High Resolution นั้นยังละเอียดไม่พอนะครับ
- Save Preset เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วควรจะ Save การตั้งค่านี้ไว้ คราวหน้าเราจะได้ไม่ต้องมากำหนดใหม่อีก
- สั่ง Export ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
9. ไปตรวจสอบไฟล์ PDF ก่อนส่ง เมื่อทำการ Export ไฟล์เรียบร้อยแล้ว เราก็ลองไปตรวจสอบไฟล์ PDF ของเราด้วยตัวเราเองได้ด้วยการนำไฟล์ไปเปิดด้วยโปรแกรม Adobe Acrobat 9 เมื่อเราเปิดไฟล์ที่เป็น PDF/X แล้ว ตรง Navigation Panel ด้านซ้ายมือจะมี Icon Standard ปรากฏขึ้นมาแจ้งสถานะของความเป็นไฟล์มาตรฐาน PDF/X หรือเพื่อความแน่ใจก็ให้ไปที่ Advance > Print Production > Preflight แล้วก็ลองทำการ Preflight ตามเงื่อนไขที่เรากำหนดดู ถ้าไม่ขึ้นการเตือนว่ามีปัญหาก็สามารถส่งไฟล์ไปที่ศูนย์บริการได้เลย

ทั้งหมดที่ผมอธิบายมาก็เป็น 9 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการทำงานจาก Adobe InDesign เพื่อไปทำงานสิ่งพิมพ์ แต่สำหรับการสร้างงานจริงๆ ไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะครับ ซึ่งเป็นหน้าที่และบทบาทในการทำงานในส่วนการออกแบบจัดทำ แต่ทั้งหมดต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของโปรแกรม และวิธีการทำงานที่ถูกต้อง อย่าคิดว่าทำแบบมั่วๆ ก็สามารถทำได้ เพราะประสิทธิภาพการทำงานนั้นอยู่ที่ว่าเราสามารถทำงานโดยไม่ใช้เวลามากเกินไป ไม่มีการทำแบบขอไปที ไม่มีการหมกเม็ด ไม่มีการหลอกลูกค้าด้วยการทำงานขึ้นมาแบบลูบหน้าปะจมูก ทุกอย่างมันมีบทเรียนในการทำงานครับ


การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 4)

การทำงานด้วย Adobe Illustrator
ในบ้านเราผมว่าความนิยมในการใช้ไฟล์งานที่ส่งไปเข้ากระบวนการแยกสี และกระบวนงานพิมพ์มากที่สุด ก็น่าจะเป็นไฟล์งานที่สร้างจากโปรแกรม Adobe Illustrator นี่แหละ และโปรแกรมนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคนทำงานด้วยปัญหานานับประการ สาเหตุก็เพราะว่า ส่วนใหญ่อวดดี คิดว่าเก่งออกแบบแล้วจะเก่งกาจในการใช้เครื่องมือด้วย ผลก็คือ คนส่งงานก็คิดว่างานเรียบร้อย คนรับงานก็ไม่กล้าพูดว่างานมีปัญหา เพราะเดี๋ยวลูกค้าคิดว่าไม่เก่งร้านอื่นเก่งกว่า ทั้งๆ ที่ทุกคนก็มีปัญหา แต่ไม่ยอมพูดความจริง เรื่องปัญหาเหล่านี้จึงแก้ไขไม่ได้เสียที เราลองมาดูปัญหากันก่อนว่ามีอะไรบ้าง

1. ส่งไฟล์เป็น eps สำหรับเรื่องนี้หลายคนไม่ทราบว่าการ Save ไฟล์จากโปรแกรม Illustrator เขาไม่นิยมให้ใช้ รูปแบบ .eps กันแล้ว ความรู้เก่าๆ สมัยแรมเม็กละ พันบาท เพลตตัดสองราคาแปดพันมันใช้ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะการ Save เป็น eps นั้นมันไม่มี Color Management และไม่มีขอบเขตงานมันมักจะมาตาม Art ที่สร้างไว้ แล้วก็ไม่ค่อยสมบูรณ์กับการใช้งานตามเครื่องมือใหม่ๆ เช่น Transparency

2. ส่งไฟล์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ผมมักจะเปรียบเทียบไฟล์แบบนี้ว่าไฟล์ควายที่มีหญ้าติดมาตอนส่งงานด้วย ก็ไฟล์อะไรล่ะที่ใหญ่เป็นร้อยเม็ก (MB) สั่ง Save สั่ง Print ทีนั่งรอเป็นวัน เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนทำงานไม่ทราบว่าโปรแกรม Adobe Illustrator มันมีข้อจำกัดเรื่องจำนวน Path ห้ามเกิน 5,000 Path เพราะเมื่อเกินแล้วเวลา Save ถ้าใช้เครื่อง Mac ก็จะเห็นวงกลมสายรุ้งหมุนไม่หยุดต้องรอนาน แต่พอบอกว่ามีข้อจำกัดอย่างนี้ แล้วจะสร้างงานใหญ่ๆ ได้อย่างไร ซึ่งความจริงแล้วถ้าทำงานเป็นไฟล์มันจะไม่ใหญ่เลย เรื่องนี้คนที่ทำโปรแกรม Adobe Illustrator ที่มั่วกันมาตลอด ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่อง เรียนก็ไม่ได้เรียน ยังจะมาอวดดีอยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหันมาทำความเข้าใจเรื่อง Path ต้องมีวิธีการจัดการกับ Path ด้วยการสั่งการทำงานผ่าน Appearance พูดง่ายๆ คือต้องทำงานด้วยเครื่องมือให้เป็น แล้วเดี๋ยวนี้เขามีการทำงานเน้นใช้วิธีการแบบ Isolate Mode อีก หน้าที่คนทำงานก็ต้องศึกษาว่าเดี๋ยวนี้เครื่องมือมันมีการพัฒนาการไปแล้วความคิดสร้างสรรค์ยังใช้เหมือนเดิม แต่ต้องเลือกเครื่องมือทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ใครที่ติดตาม เป็นสมาชิกของ www.thaiadobeuser.com จะทราบขั้นตอนวิธีการดีว่าทำได้จริงหรือไม่

3. ส่งไฟล์โดยกำหนดความละเอียดต่ำ บอกอย่างนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า Illustrator มันเป็นโปรแกรมประเภทเวคเตอร์ไม่ใช่หรือ แล้วมันจะตั้งรายละเอียดอย่างไร จริงอยู่โปรแกรม Adobe Illustrator เป็นโปรแกรมประเภทเวกเตอร์ แต่เมื่อเราต้องนำภาพมาวางในงาน การสั่ง Effects เช่น Drop Shadow ที่มักชอบสั่งกัน อย่างนี้แหละโปรแกรมต้องพยายามทำให้เวกเตอร์นี้กลายเป็นภาพ เรียกว่า Rasterize และโปรแกรม Adobe Illustrator เวอร์ชั่นตั้งแต่ CS2 ลงไป เมื่อทุกคนทำงานโดยไม่ได้ผ่านการกำหนดตั้งค่าการทำงานที่ถูกต้อง เมื่อเลือกสร้างงานใหม่ขึ้นมา ในส่วน Document Raster Effects Setting จะถูกตั้งมาจากโรงงานที่ 72 ppi นั่นหมายความว่าเมื่อทำงานเสร็จ แล้วมีการ Flatten Transparency โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ภาพที่ได้ก็จะเป็นภาพที่ความละเอียด 72 ppi ครั้งเอาไฟล์นี้มาส่งพิมพ์ ศูนย์บริการเขาเปิดมาเห็นเป็น 72 ppi เขาก็จะเปลี่ยนเป็น 300 ppi ซึ่งจะเกิดความผิดพลาดของ Effects ที่สร้างไว้ทันที ดังนั้นใน CS3 และ CS4 ปัญหานี้เลยถูกแก้ไขโดย Adobe ด้วยการมี Document Profile ให้เลือกก่อนที่เริ่มทำงาน ซึ่งสามารถเลือกให้เหมาะสมกับงานที่เราจะทำได้

4. ส่งไฟล์โดยการ Create Outline เป็นประเพณีนิยมไปแล้ว ว่าจะส่งงานต้อง Create Outline ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่กลับไปสร้างปัญหาใหม่เกิดขึ้น ผมต่อต้านเรื่องการ Create Outline มานาน หลายคนไม่ชอบขี้หน้าผมเพราะผมมักจะว่าคนแนะนำให้ Create Outline เป็นคนสิ้นคิด บางคนก็อาจจะแย้งผมว่าถ้าสิ้นคิดแล้วทำไม Adobe มันใส่คำสั่งนี้มา เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกจากกัน การที่เราจะใช้คำสั่ง Create Outline ก็เพราะว่าเราต้องทำเป็นกราฟฟิค หรือต้องมีการดัดแปลงเป็นงานดีไซน์ หรือเพราะว่าปลายทางเขาไม่มี Font ที่เราใช้ เขากลัวละเมิดลิขสิทธิ์ก็เลยต้อง Create Outline ไป การ Create Outline ผลเสียก็คือไฟล์งานจะใหญ่ ขอบตัวหนังสือจะบวม และที่สำคัญไม่สามารถแก้ไขข้อความได้ วิธีทำงานที่ไม่ต้อง Create Outlineก็คือการ Save ไฟล์ไปเป็น PDF/X ซึ่งเราสามารถส่งไฟล์ไปให้ศูนย์บริการได้อย่างไม่มีปัญหา

5. ส่งไฟล์โดยไม่กำหนดขอบเขตงาน อย่างที่บอกส่วนใหญ่มักจะมั่วกันมาแต่ต้น เวลาสร้างงานก็ไม่เคยกำหนด Art board ให้ถูกต้อง มักจะสร้างงานโดยไม่สนใจ Document Setup แล้วมาใช้คำสั่ง CROP ในภายหลัง แถมไม่รู้จักการเผื่อตัดตกมาอีก เรื่องการเผื่อตัดตก หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเราสามารถทำงานแล้วดึงภาพขยายออกไปข้างละ 3 มิลลิเมตร แล้วถือว่าทำการตัดตกแล้ว ความจริงหากใครทำอย่างนี้แล้วไม่สื่อสารกันให้ดี เมื่อส่งไฟล์นี้ไปยังศูนย์บริการที่มีมาตรฐานพอเขาโยนงานนี้เข้าโปรแกรม Imposition (โปรแกรมจัดหน้าสำหรับการ Output) โปรแกรมจะมองว่าขนาดงานนี้คือ A4 + 6 มิลลิเมตร แล้วก็ยังไม่มีเผื่อตัดตกอีก ต้องมาใส่คำสั่งเป็นแบบป้อนข้อมูลลงไป วิธีแก้ปัญหาก็คือการสร้าง Art Board ให้มีขนาดเท่าจริง แล้วก็สร้างพื้นให้คลุมขนาดงานจริงออกไปข้างละ 3 มิลลิเมตร แล้วตอน Save เป็น PDF/X-3 ก็เลือก Marks and Bleed เพิ่มเข้าไปก็จะทำให้ขอบเขตที่ไฟล์ PDF ถูกต้อง และปัญหานี้ก็ถูกแก้ไขปรับปรุงมาใน CS4 ที่เพิ่มความสามารถด้วยการใส่ Bleed Size ที่ Document Setup ได้

6. ใช้โปรแกรมผิดประเภท ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เริ่มต้นมาจากความมักง่ายของนักออกแบบ ที่ไม่อยากจะศึกษาโปรแกรมอื่นๆ ที่เหมาะสมกับงาน และพวกนี้แหละเรียกว่าขยันแต่ทึ่ม ใช้โปรแกรม Adobe Illustrator ทำหนังสือบ้าง ใช้ทำงานที่มีหลายหน้าบ้าง พูดง่ายๆ คือเอาไปทำงาน Page Layout และสิ่งที่ผมกลัวอีกก็คือ ในเวอร์ชั่น CS4 โปรแกรม Adobe Illustrator CS4 สามารถสร้างหน้า Artboard ได้ถึง 100 หน้า เดี๋ยวก็จะเจอพวกนักออกแบบปัญญานิ่มนำมาทำหนังสืออีกแน่ๆ ทั้งๆ ที่ Adobe บอกว่าความสามารถนี้เขาทำมารองรับการทำงานแบบหลายขนาด หรืองาน Web หรืองานโปรเจคเช่น ทำ สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ อย่างอยู่ในไฟล์งานเดียวกัน แต่ถ้าจะทำงานแบบ Pagination ต้องไปโน่น Adobe InDesign

7. ใช้ Font โบราณ เรื่องนี้เป็นมูลเหตุทำให้หลายคนยังต้องมีโปรแกรม Adobe Illustrator หลายเวอร์ชั่นในเครื่อง เพราะบ้านเมืองเรามันอาภัพปัญหาเรื่องภาษาไทย ไม่มีคนมาแก้ไขให้ถูกจุด คนที่ไม่รู้ก็คิดว่าเป็นปัญหาที่ Font ต่างก็ใช้ความเขลาของตนมุ่งไปแก้ปัญหาที่การทำ Fonts ขึ้นมาใหม่ความจริงแล้วปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่เราไม่มีมาตรฐานการใช้งานภาษาไทยในระบบคอมพิวเตอร์ ต่อให้สร้าง Fonts มาอีกเป็นร้อย Fonts มันก็แก้ปัญหาการเปิดไฟล์เก่าๆ ไม่ได้ ผมขอถามว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งาน ภาษาไทยที่ UTF-8 กับ UTF-16 ทำงานร่วมกันได้ หรือจะทำอย่างไรถึงจะแทน Font ที่เข้าระหัสแบบ ASCII ด้วย Font Unicode ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ไฟล์ Word 97 กับไฟล์ Word XP เปิดร่วมกันไม่ได้ หรือ ไฟล์ที่ทำงานบน OS 9 มันไม่เข้ากับไฟล์ที่ OS X แล้วทำไมภาษาอื่นเขาไม่มีปัญหา จะเป็น ASCII หรือ Unicode แล้วทำไมบ้านเรามีปัญหา หรือบ้านเราเอาคนไม่รู้จริงมาทำงาน แล้วทำไมไม่แก้ไข ผมงงมาก เพราะเรื่องนี้ผมก็พูดมาหลายทีแต่ไม่มีใครที่จะหยิบยกเป็นประเด็นในการแก้ไขเลย ในส่วนนักออกแบบก็ขาดความรับผิดชอบมักจะขวนขวายหาแต่ Fonts ที่ตัวเองชอบโดยไม่รู้ว่ามันมีปัญหา หรือมันมีลิขสิทธิ์ (อันนี้น่าเห็นใจ ก็ใครมันจะไปรู้ได้ว่า Font ไหนมีมาตรฐาน เพราะเราไม่มีหน่วยงานมารับรองเรื่องนี้นั่นเอง) ผมเสียดายที่อุตส่าห์ร่ำเรียนกันมา แต่มักไม่ใช้ความรู้ที่จะออกแบบงานภายใต้ข้อจำกัดให้เป็นประโยชน์ อย่างนี้น่าจะออกกฎหมายมาห้ามใช้ Fonts เก่าที่ไม่สามารถทำงานได้ในอนาคตนะ ทำแบบการบังคับใช้น้ำมัน หรือออกกฏหมายโฆษณาของมึนเมาดีไหม จะได้ลด ละ เลิก การใช้ Fonts ภาษาไทยแบบ Postscript กันเสียที หรือถ้าไม่อยากเลิก ก็ทำการประท้วงให้มีการปรับปรุงมาตรฐานการใช้งานภาษาไทยกันเสียใหม่ไม่อย่างงั้นปัญหามันก็จะไม่จบไม่สิ้นกับเรื่อง Fonts

8. ส่งไฟล์ภาพมั่ว ทำงานโดยใช้คำสั่ง Link ไฟล์ภาพ แต่ไม่ส่งภาพมา ส่งภาพมาก็มีโปรไฟล์สีร้อยพ่อพันแม่ ภาพที่ได้ความละเอียดไม่พอ หรือไม่ก็ความละเอียดมากเกินไปทำให้ไฟล์งานใหญ่มหึมา ทั้งหมดนี้ก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในงานที่ส่งไปศูนย์บริการ ดังนั้นผู้สร้างงานควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน

9. ใช้เครื่องมือมั่ว ปัญหานี้ก็คือการที่คนทำงานไม่เข้าใจข้อจำกัดของโปรแกรมดังนั้น Adobe จึงได้ทำการปรับปรุงการใชังานในแต่ละเวอร์ชั่นเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การใช้คำสั่งที่ Filter ซึ่งไม่เหมาะกับงานพิมพ์ ( Adobe เขาสร้างโปรแกรมนี้มาไม่ได้เพื่องานพิมพ์อย่างเดียวนะครับ เขาทำมาเพื่องาน Web งาน Mobile และงาน Animation ด้วย) ดังนั้นใน CS4 ทาง Adobe จึงตัดเมนูในชุดคำสั่งนี้ออกไป หรืออย่างการใช้คำสั่ง Mesh การใช้งาน Blend คำสั่งพวกนี้ก็ต้องเข้าใจเรื่อง Transparency และ Rasterize และอย่างการเลือกสีที่ใช้ใน Swatches ก็เลือกโดยไม่ดูว่าสีนั้นเป็น Process หรือ Spot หรือ RGB ดังนั้นใน CS3 และ CS4 จึงได้มีการปรับปรุงการใช้งานให้ถูกต้องยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังใช้เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า CS3 ก็จะพบปัญหาเหล่านี้อีก สิ่งที่คนทำงานมักไม่เข้าใจก็คือ เห็นงานในจอไม่มีปัญหา แต่ทำไมเวลา Output กลับไม่สามารถทำได้ เรื่องเหล่านี้คงต้องหาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือ Classroom in a Book มานั่งอ่านอย่าคิดว่าข้าเก่งแล้ว ไอ้ที่ว่าแน่น่ะมันแน่แบบมั่วๆ มากกว่าละมัง

10. Save เป็น PDF ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นประเด็นที่ทำให้ศูนย์บริการอ้างว่าก็คุณทำ PDF มาไม่สมบูรณ์ ก็เลยต้องให้ลูกน้องผมแสดงความโง่ออกมาด้วยการเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Illustrator ทั้งๆ ที่คนคิดพัฒนาโปรแกรมเขาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ยกเว้นคนที่ทำงานเลือกรูปแบบไฟล์ PDF ที่เหมาะสมกับการเปิดด้วย Adobe Illustrator โดยตรง จึงจะสามารถนำมาเปิดด้วย Adobe Illustrator ได้ ไม่ใช่เอาไฟล์ PDF ที่ไม่ได้กำหนดค่านี้ไว้มาเปิด และวันนี้การที่จะให้นักออกแบบสามารถ Save ไฟล์ไปเป็น PDF ที่ถูกต้องนั้น ง่ายนิดเดียว ซึ่งเป็นหน้าที่ของศูนย์บริการที่จะแนะนำนักออกแบบให้ทำงานได้ถูกต้อง อย่ารับงานที่มีปัญหาแล้วมาบ่นทีหลัง หรืออย่ากั๊กความรู้เพราะกลัวลูกค้าจะย้ายไปทำที่อื่นเพราะที่อื่นถูกกว่า เรื่องอย่างนี้ผมว่ามันแก้ปัญหาได้ถ้าคนในวงการมีความจริงใจต่อกันที่จะแก้ปัญหา
ผมยกตัวอย่างปัญหาจากการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator มา 10 ประเด็นจากที่ได้รับทราบมาจากทั้งคำถามที่มีคนมาถามผมโดยตรง และจากการพบปะพูดคุยกับคนในวงการ คราวนี้จะเป็นข้อแนะนำและข้อปฎิบัติที่ควรทำสำหรับคนที่อยากจะทำงานอย่างถูกต้องกับโปรแกรม Adobe Illustrator ดังนี้

1. เลือก Document Profile ให้ถูกต้องกับงาน เริ่มแรกเลยก็ต้องมีการกำหนด Document Profile ให้ถูกต้องเช่นเลือกที่ Print โปรแกรมก็จะทำการกำหนด Mode สีเป็น CMYK การตั้งค่า Raster Effect ที่ 300 และก็ตั้งค่าให้แสดงผลที่ Overprint
ข้อเสนอแนะ หลังจากที่เปิดไฟล์ขึ้นมาแล้วขอแนะนำให้ทำการลบ สิ่งที่ไม่ได้ใช้ออกไปเพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก โดยการไปที่ Window > Actions > Delete Unused Panel Items ซึ่งหมายถึงการลบ Swatches, Brushes และ Symbols ที่ไม่ได้ใช้ออก หลังจากนั้นให้ Save ไฟล์นี้เป็น Template เมื่อต้องการทำงานครั้งต่อไปก็ให้เริ่มงานจาก Template นี้

2. สร้างขนาด Artboard ให้ตรงกับเนื้องานจริง กำหนดขอบเขตพื้นที่ตัดตกให้ถูกต้อง ซึ่งความสามารถนี้มีมาใน Adobe Illustrator CS4 เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ใช้ Adobe Illustrator CS4 เราก็สร้าง Artboard เท่าจริง เพียงแต่เวลาสร้างพื้นตัดตกให้ใช้คำสั่ง Effects > Path > Offset Path เพื่อทำการขยายพื้นที่ออกมาให้มีขนาดเท่าการเผื่อตัดตก แต่ถ้าเป็นภาพก็ใช้วิธีขยายภาพเผื่อออกไปแทน

3. กำหนด Color Setting ของ Working Space ให้ถูกต้อง วันนี้ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้ทำงานของใครคนเดียว และก็ไม่ได้พิมพ์อยู่ที่แท่นพิมพ์แท่นเดียว งานที่เราทำต้องส่งไปให้อีกหลายๆคนทำ ดังนั้นเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน ขอให้กำหนด Color Setting ให้เหมือนกันทุกโปรแกรม แล้ว Save การกำหนดค่านี้ไว้ ครั้งต่อไปเราก็สามารถเลือกได้ที่ Adobe Bridge แล้วทุกโปรแกรมจะได้เหมือนกัน สำหรับ Color Setting ที่ควรตั้งและเป็นผลดีของทุกฝ่ายเพื่อให้มีการอ้างอิงจากที่เดียวกันคือ ค่า RGB ให้กำหนดเป็น Adobe RGB (1998) ส่วน CMYK ให้เลือกที่ Coated FOGRA39 (ISO 12647-2:2004) หากมีใครถามว่าทำไมตั้งค่านี้ ก็บอกเขาว่าถ้าอยู่ใน Working Space เดียวกัน เวลาคุยกันมันก็จะรู้เรื่องง่ายกว่าการเปรียบเทียบกับการที่ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกัน และตอนนี้หน่วยงานมาตรฐานหลายๆ แห่ง อย่างเช่น หน่วยงาน PPA ที่ออกคู่มือ pass4press ที่รู้จักกันในวงการพิมพ์ (ไม่รู้บ้านเรารู้จักกันไหม) เขาก็ยังยืนยันว่าควรใช้ Profile มาตรฐานที่เป็น ISO ดีกว่า Profile ติ๊งต๊องที่มักสร้างกันเอง แต่ผลสุดท้ายดิจิทัลปรู๊ฟก็ไม่ผ่าน แต่ปรู๊ฟแท่นจะผ่าน ก็เพราะเล่นเร่งสี อัดน้ำหนักจนพิมพ์จริงไม่ได้ พูดถึงเรื่องนี้ผมอยากรู้นักว่าหากแท่นปรู๊ฟพวกนี้พังกันแล้วจะหาซื้อที่ไหน แล้วเมื่อไรจะบอกความจริงกันเสียทีว่า มันเหลืออยู่เฉพาะบ้านเราละมั้งที่ต้องไปหาซื้อแท่นปรู๊ฟมือสอง มือสามจากต่างประเทศที่เขาเลิกใช้กันแล้ว ทำไมเราไม่เอาเวลาที่เสียไปมาสร้างความรู้ให้เราสามารถทำงานกับดิจิทัลปรู๊ฟได้เล่า

4. วางแผนการทำงาน งานทุกอย่างที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่จะมานั่งโยกไปโยกมาอยู่หน้าจอ แต่ต้องมีการร่างแบบ แล้วก็เลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้องสร้าง Path พยายามสร้างงานด้วยความเข้าใจ Appearance และ Isolate Mode พยายามจัดการ Layer ให้มีประสิทธิภาพ คัดเลือก Path ที่สัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน แยกชั้น Layer ให้ง่ายต่อการทำงาน อย่าไปเชื่อพวกที่บอกว่า Layer เยอะ ไฟล์จะใหญ่ เพราะทุกอย่างที่เป็น Path มันก็เป็น Layer ลองคลิ๊กแบบย่อยดูจะรู้ว่า Layer มันขึ้นตามจำนวน Path และที่สำคัญควรกำหนดชื่อ Layer ทุกครั้งที่สร้างใหม่ เพื่อที่จะได้ทราบว่าอะไรเป็นอะไร ที่สำคัญ ไปอ่านหนังสือที่บอกว่าเครื่องมือแต่ละอย่างทำงานอย่างไรด้วย และสุดท้ายหมั่นตรวจสอบรายละเอียดของไฟล์ที่ Document Info ด้วย

5. ใช้ File ภาพ ที่มีการฝังโปรไฟล์สีมาอย่างถูกต้อง เมื่อต้องการที่จะใช้ภาพจากไฟล์ภาพ ที่อาจจะเป็น .TIF หรือ .PSD ให้เข้าใจว่าควรจะใช้ภาพที่มีโปรไฟล์สีตรงกับ Working Space เช่นถ้าเป็นไฟล์ RGD ก็ให้เป็น Adobe RGB ถ้าเป็น CMYK ก็ขอให้เป็น Coated FOGRA39 เพราะว่าหากใช้โปรไฟล์ที่ไม่ตรงกัน หากเราทำการสร้าง Effect ที่ทำให้เกิดการทำงานเรื่อง Transparency แล้วละก็ ภาพทั้งหมดมันจะถูกแปลงไปเป็น Coated FOGRA39 ที่เรากำหนดไว้ คราวนี้ถ้าไม่ตรงกันมันก็จะเกิดการแปลง CMYK หนึ่งไป CMYK หนึ่ง คราวนี้ถ้าทุกคนยังทนงตัวว่าโปรไฟล์ข้าดี ข้าเจ๋ง มันก็จะมาผิดเพี้ยนกันที่ตรงนี้ นี่จึงเป็นที่มาว่าต้องการให้ใช้ Color Profile เดียวกันให้หมด ลด ละ เลิก ความเป็น Profile ส่วนตัวกัน หากคุณต้องเอางานไปเข้ากับคนอื่น วันนี้เรามาวัดฝีมือกันที่มาตรฐานเดียวกัน ใครสามารถควบคุมมันได้ดีกว่า

6. กำหนดขนาดภาพให้ถูกต้อง หลายคนยังหลงผิดคิดว่าการใช้ไฟล์ภาพที่มีความละเอียดสูงจะยิ่งคมชัดมาก ขอบอกให้ทราบว่าที่เข้าใจมาแบบนี้มันผิดเพราะไฟล์ที่มีความละเอียดเเกินความพอดี จะยิ่งทำให้ภาพนั้นไม่ชัด การไล่น้ำหนักภาพจะเสียไป วิธีที่ถูกต้องคือใช้ไฟล์ที่มีขนาดเท่าจริง และความละเอียดที่สัมพันธ์กับสื่อที่พิมพ์ (ผมเขียนไว้ในส่วนของ Adobe Photoshop แล้ว) และถึงแม้จะมีขนาดเท่าจริงแล้ว แต่เรามาทำการย่อขยายใน Adobe Illustrator ความละเอียดของภาพก็จะเปลี่ยนแปลงไป และอีกเรื่องหนึ่งก็คือห้ามหมุนภาพที่นำมาแปะบน Adobe Illustrator (ยกเว้นการหมุนแบบ 90, 180, 270 องศา) เพราะจะทำให้ภาพไม่ชัดเหมือนต้นฉบับ

7. ตรวจสอบเรื่อง Transparency เมื่อทำงานเสร็จแล้วเราควรที่จะทำการตรวจสอบเรื่อง Transparency เพราะจะได้รู้ว่าบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องสั่งให้ทำการ Flattening ทั้งหมด อันไหนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือหลีกเลี่ยงได้ ก็ไม่ต้องทำ หรือบางครั้งอาจจะใช้แค่การสั่ง Rasterize ก็ได้ เพราะการเลือกทั้งหมดแล้วสั่ง Flatten Transparency เป็นการทำงานที่ไม่ใช้ฝีมือเอาเสียเลย และจะทำให้ File ถูกหั่นเป็น Path เล็กๆ จำนวนมาก แล้วไฟล์งานก็จะใหญ่เกินความจำเป็น

8. ตั้งค่า Rasterize ให้เหมาะกับงาน ก่อนที่จะมีการกำหนดค่า Flatten Transparency ก็ควรจะรู้จักวิธีการกำหนดค่า Flatten Transparency โดยกำหนดให้ Raster/Vector Balance = 100, Line Art and Text Resolution = 2,400 ppi, Gradient and Mesh Resolution = 300 เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วก็ทำการ Save Preset ไว้ด้วย เพราะตอนที่เราจะ Save เป็น PDF/X เราต้องมาเลือกค่า Flatten Transparency อันนี้
หมายเหตุ หากเราส่งไฟล์นี้เป็น PDF ให้กับศูนย์บริการ เราเพียงแต่กำหนดค่า Flatten Transparency ไว้ แต่ไม่ต้องสั่ง Flatten Transparency ที่ไฟล์ Adobe Illustrator เพราะตอนที่โปรแกรมทำการแปลงเป็น PDF/X นั้นโปรแกรมจะทำการ Flatten Transparency ให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้นที่ไฟล์ Adobe Illustrator ให้เรายังคง Live Transparency ไว้ดีกว่า

9. ตรวจรายละเอียดของการทำงาน ก่อนที่จะจบงานลองเข้าไปตรวจสอบว่ารายละเอียดของงานที่เราทำนั้นมีอะไรบ้างโดยให้ไปที่ Window > Document info โดยเราสามารถตรวจสอบในรายละเอียดของงานด้วยการ Save เป็นรายงาน เหมือนเป็นการ Preflight การทำงานไปในตัว และนอกจากการดูรายละเอียดในส่วนนี้แล้วเราควรจะไปตรวจสอบการมองเห็นที่ View > Overprint Preview เพื่อตรวจสอบว่าในงานที่เราทำมีการกำหนดการทำงาน Overprint ตรงไหนบ้าง และควรตรวจสอบที่ View > Pixel Preview เพื่อจะทำการตรวจสอบในการแสดงผลแบบ Raster ซึ่งจะแสดงผลให้เราทราบว่าภาพ และ Effects ที่เราสร้างจะมีความคมชัดเพียงใด และเวลาจะดูต้องดูที่ 100% นะครับ ไม่ใช่ (Zoom มันขึ้นมาเกินขนาดที่พิมพ์จริง) ส่วนอันสุดท้ายคือความสามารถใหม่ใน CS4 คือการตรวจสอบด้วย Separations Preview Panel ซึ่งจะทำให้เราสามารถตรวจสอบการแยกสีได้เป็นเบื้องต้น

10. ส่งงานเป็น PDF คราวนี้ตอนส่งงานเราก็จะส่งเป็นไฟล์ PDF เท่านั้น แต่ก่อนที่เราจะส่งไฟล์ด้วย PDF ต้องทบทวนก่อนว่า เราได้ทำการตามขั้นตอนที่ผมบอกมา 9 ข้อนี้หรือยัง ถ้าทำแล้วก็สามารถส่งเป็นไฟล์ PDF ไปให้ศูนย์บริการได้ โดยไม่ต้องส่งเป็นไฟล์ Adobe illustrator แล้วไม่ต้อง Create Outline ด้วย โดยขอให้เราเลือกการ Save ไฟล์เป็น PDF ดังนี้ (ผมขอแนะนำเป็น PDF/X-3 นะครับ ส่วนใครที่เก่งแล้วก็เลือก PDF/X-4 ไปเลย แต่อย่าลืมถามร้านด้วยนะว่า RIP เขาใหม่หรือเก่า)

  • เลือก Adobe PDF Preset ที่ PDF/X-3:2002
  • ไปที่ Mark and Bleeds เลือกตรง Bleed หากใช้ CS4 แล้วกำหนด Bleed ไว้แล้วก็คลิ๊กตรง Use Document Bleed Settings แต่ถ้าเราไม่ได้กำหนดไว้เราสร้างงานเผื่อไว้แล้วเราก็เลือกกำหนดเองได้ตามช่องที่มีให้ใส่ขนาดลงไป
  • ไปที่ Advance ดูตรง Overprint and Transparency Flattener Options ให้เลือก Preset ที่เราสร้างไว้ (ตามข้อ 8.) เพราะค่า Default ที่เลือกไว้เป็น High Resolution นั้นยังละเอียดไม่พอนะครับ
  • Save Preset เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วควรจะ Save การตั้งค่านี้ไว้ คราวหน้าเราตจะได้ไม่ต้องมากำหนดใหม่อีก
  • เลือก Save PDF เป็นขั้นตอนสุดท้าย เราทำเพียงแค่นี้เราก็จะได้ไฟล์ที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสำหรับจะส่งไปแยกสี หรือไปพิมพ์ที่ไหนก็ได้ แม้แต่จะส่งไปยังประเทศนิคารากัว

แต่สำหรับศูนย์บริการที่ชอบปรับแต่ไฟล์งานให้เรา และเขาชอบเอาไฟล์ PDF ไปเปิดด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator นั้น เราอย่า Save ไฟลืไปเป็น PDF/X นะครับ จะต้อง Save เป็นไฟล์ PDF ดังนี้

  • เลือก Adobe PDF Preset ที่ Illustrator Default
  • ตรง General > Options เลือก Preserve Illustrator Editing Capabilities
  • เลือก Save PDF

สำหรับศูนย์บริการที่ชอบเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Illustrator นั้น ผมอยากให้นักออกแบบสั่งแก้งานบ่อยๆ ให้เขาทำโน่น ทำนี่ เพราะแสดงว่าคนงานเขาว่างมาก เลยมีเวลามาทำงานให้เราใหม่ แทนที่จะเอาไฟล์ PDF ที่เป็นมาตรฐานแล้วโยนเข้า RIP ไปเลย แต่กลับมาเปิดงานเราเพราะเขาไม่รู้จะทำอะไรเมื่อได้ไฟล์ที่มีมาตรฐานมา

ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator สำหรับการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ หากใครที่ทำแบบนี้แล้วส่งไปยังศูนย์บริการแล้วถูตีกลับมาแสดงว่าเขาทำงาน PDF ไม่เป็นครับ
(อ่านต่อตอนจบ)


World-Ready Composer สำหรับ CS4

ผมได้ติดต่อกับ Thomas Phinney ผู้พัฒนา World-Ready Scripts ที่ผมเคยแนะนำไว้ ที่นี่ ซึ่งตอนนี้ Thomas ได้ทำการปรับปรุงและให้ Download ได้แล้ว โดยผู้ที่ใช้งานภาษาไทยสามารถไป Download มาใช้งานได้ ซึ่งจะมี Scripts เพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายอย่าง (คลิกที่นี่เพื่อ Download)
สำหรับการใช้งาน Scripts เหล่านี้หากมีปัญหาประการใด กรุณาแจ้งกลับมาด้วยและหากยังมีความสามารถที่ต้องการเพิ่มเติมก็สามารถแนะนำมาได้
นอกจากนี้ผมยังได้ทำการนำ Scripts มาทำเป็น Template โดยปรับปรุงจาก Template ที่ Thomas ทำไว้ ผมได้ทำเป็น Paragraph Style ใน Illustrator สำหรับใช้งานในโปรแกรม Adobe Illustrator CS4 และหน้า Template สำหรับ Adobe Photoshop CS4 สำหรับให้คนใช้งานภาษาไทยสามารถนำไปใช้งานได้ (คลิกที่นี่เพื่อ Download)


การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 3)

ขั้นตอนการเตรียมงานในแต่ละโปรแกรมของ Adobe

การทำงานด้วย Adobe Photoshop
การใช้งานที่โปรแกรมอะไรก็ตามของ Adobe สิ่งแรกที่ผมอยากให้คนใช้งานเข้าใจก็คือ พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าทำงานแบบเคยชิน และอย่าติดยึดรูปแบบของการทำงานแบบเดิมๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดูว่าในเวอร์ชั่นล่าสุดมีความสามารถอะไรมาใหม่บ้าง เพราะก่อนที่แต่ละโปรแกรมจะออกมาให้เราใช้กันนั้น ผู้พัฒนาโปรแกรมได้ทำการสอบถามผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำการทดสอบโปรแกรมจากทั่วโลก (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) แล้วก็ยังมีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่นบางคำสั่งในเวอร์ชั่นก่อนอาจต้องมีการใช้เครื่องมือนั้นหลายขั้นตอน แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่อาจจะทำงานโดยใช้คลิ๊กเดียวเท่านั้น
ผมคงไม่พุดถึงการทำงาน ในส่วนรายละเอียด หรือการตกแต่งภาพ แต่จะพูดถึงเราจะทำอย่างไรกับไฟล์ภาพที่จะนำไปสู่งานพิมพ์มากกว่า โดยจะเริ่มจากการยกตัวอย่างการทำงานดังต่อไปนี้
กรณีที่ส่งไฟล์งานเป็น Adobe Photoshop
หากคิดจะส่งโรงพิมพ์หรือร้านแยกสีด้วยไฟล์ Adobe Photoshopก็ให้ตรวจสอบดังนี้
1. ความละเอียดของภาพ ตรวจสอบขนาดภาพเท่าขนาดจริงที่ต้องการใช้ความละเอียดเท่ากับ LPI (line per inch ) x 2 ซึ่งหมายความว่าความละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับวัสดุ หรือชนิดกระดาษที่เราจะพิมพ์ เช่นกระดาษอาร์ททั่วไปอาจจะใช้ LPI=150 ดังนั้นภาพที่จะส่งก็ควรเป็น 150×2= 300 dpi เพราะหากเราส่งภาพที่มีความละเอียดมากเกินไปไม่ได้มีผลดีต่อรายละเอียดของภาพเวลาพิมพ์
2.ตรวจสอบการแสดงผลของสีที่ View>Proof Setup โดยการเลือกการจำลองภาพตามข้อมูลโปรไฟล์สีปลายทางที่เราจะใช้ Output
3. เลือก Save รูปแบบไฟล์ที่เหมาะสมในกรณีที่เราต้องส่งไฟล์งานนี้ไปพิมพ์เลยก็ควรที่จะ Saveไฟล์เป็น .tif หรือ.psd หรือเป็น .pdf เลยก็ได้ซึ่งควรเลือกเป็น pdf/x-3
4. เลือกฝังโปรไฟล์สีที่ทำด้วย เช่น Adobe RGB ในกรณีที่ต้องการส่งไปใน Mode ของ RGB (อย่าลืมตรวจสอบการแสดงผลของสีในข้อ 2) แต่ถ้าต้องการจะส่งไปเป็น CMYK ควรตรวจสอบด้วยว่า Profile ที่ปลายทางใช้นั้นคืออะไร เราควรจะ Convert ไปให้ตรงกับ Profile ปลายทางในคราวเดียว
5.หากต้องการ Saveไฟล์ขนาดใหญ่ เช่นขนาดเกิน1 GB ขอแนะนำให้ Saveไฟล์งานไปเป็น Large Document Format(.psb) ที่เป็นไฟล์ที่คงคุณสมบัติของ Smart Object ไว้อยู่

กรณีที่ส่งไฟล์จาก Photoshop ไปใช้งานที่ โปรแกรม Illustrator
ในกรณีนี้เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ระบบการทำงานเรื่อง Color Management ของ Illustrator มีลักษณะแบบใด เนื่องจากวิธีการจัดการสีของ Adobe Illustrator ในเวอร์ชั่น CS2 ลงไปจะทำงานแตกต่างจาก CS3 และ CS4 ดังนั้นเพื่อความเข้าใจผมขอสรุปวิธีการใช้ไฟล์ภาพจาก Photoshop มาใช้กับ CS3 และ CS4 (ผมไม่พูดถึง CS2, CS หรือ AI10 นะครับ มันเก่าไปมากกว่า 3ปีแล้ว) ดังนี้ โดยให้เลือก Save ไฟล์ภาพโดยให้ใช้ Profile สีเดียวกันกับ Working Space ทั้ง RGB และ CMYK โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากไฟล์งาน Illustrator นั้นเป็น CMYK การเตรียมไฟล์ภาพให้เป็น CMYK โดยใช้ Profile สีเดียวกับ Working Space ของไฟล์งานก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตามค่าที่ตั้งมาจากโรงงานใน CS3 และ CS4 โปรแกรมจะทำการ Assign Profile ไปใช้ของ Document Working Space เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้งาน Transparency ยังไงๆ ไฟล์ภาพจะถูกแปลงข้อมูลไปสู่ Document Working Spaces Profile

กรณีที่ส่งไฟล์จาก Photoshop ไปใช้งานที่ โปรแกรมInDesign
ที่โปรแกรม Adobe InDesign จะต่างจาก ที่ Illustrator ตรงที่เรายังสามารถเลือกทำงานได้ทั้งกับไฟล์ภาพที่เป็น RGB และ CMYK ในไฟล์เดียวกันได้ เนื่องจากถ้าไฟล์ภาพนั้นเป็นไฟล์ RGB เรายังสามารถเลือกให้ไฟล์ภาพนั้นใช้ Color Profile ที่ติดมากับไฟล์เดิมได้ (โดยการไปกำหนดที่ Image Color Setting) แต่เพื่อความปลอดภัยควรจะทำให้รูปนั้นใช้ Color Profile ที่ตรงกับ Document Profile ของ InDesign ดีกว่า และเวลา Place ไฟล์ที่เป็น RGB ไปที่ Adobe InDesign ก็ให้เลือกคำสั่ง Embedded Profileเสมอ

สำหรับรูบแบบไฟล์ของภาพที่จะนำมาใช้ในโปรแกรม Adobe InDesign นั้น เราสามารถใช้ไฟล์ที่ยังไม่รวม Layer ได้ ด้วยการใช้ความสามารถของ Layer Comps เพื่อที่จะนำมาใช้ที่ Adobe InDesign แบบเลือก Layer ใช้งาน

(อ่านต่อตอนที่ 4)


Adobe Digital Editions 1.7


ADOBE ได้ทำการอัพเดทซอฟท์แวร์สำหรับอ่าน และจัดการเกี่ยวกับ eBook ที่ชื่อว่า Adobe Digital Editions เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด 1.7 ให้ดาวน์โหลดฟรี ที่นี่
Adobe Digital Editions นอกจากเป็นซอฟท์แวร์สำหรับมีไว้อ่านหนังสือ eBook ทั้งแบบออนไลน์และไม่ออนไลน์แล้ว เรายัสามารถใช้อ่านไฟล์ PDF ในกรณีที่ต้องการอ่านจากโปรแกรมนี้ได้อย่างสะดวกกว่าการอ่านผ่านโปรแกรม Acrobat เราสามารถจัดเป็นชั้นหนังสือที่เราชอบไว้อ่านเป็นชุดๆ ได้ด้วย

ในโปรแกรม Adobe InDesign เราสามารถสร้างไฟล์แล้ว Export ให้มาเป็นไฟล์สำหรับ Adobe Digital Editions (.epub) ได้โดยตรง แต่สำหรับภาษาไทยไม่สามารถทำได้เนื่องจากภาษาเรามีปัญหาในเรื่องการ encoding เป็น UTF-8


การกำหนดเส้น Ruler Guide ให้อยู่ด้านล่างของวัตถุ

หลายคนอาจจะหงุดหงิดเวลาใช้เส้น Ruler Guide แล้วเมื่อมีการวาง Text Frame หรือ Object ใดๆ ก็ตามจะปรากฏเส้น Ruler Guide ขึ้นมาทับอยู่บนวัตถุนั้นดังปรากฎในภาพ

ซึ่งโดยปกติโปรแกรม Adobe InDesign จะมีการแบ่งการทำงานใน Layer เดียวกันดังนี้
ชั้นล่างสุดจะเป็นหน้างาน (Page) ถัดขึ้นมาจะเป็นเส้น Margin และเส้น Column Guide ถัดขึ้นมาจะเป็น Object ที่เรานำไปวางและเส้น Ruler Guide ก็จะอยู่บนสุด
ดังนั้นหากเราต้องการจะทำให้เส้น Ruler Guide ปรากฏอยู่ด้านล่าง Object ก็ต้องไปกำหนดที่ Preferences > Guides&Pasteboard แล้วเลือกที่ Guide Options ดังภาพ

เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้ว ครั้งต่อไปที่เราสร้างงาน Object ทุกครั้งเส้น Ruler Guide ก็จะไม่มากวนสายตาเราอีก


 Page 5 of 6  « First  ... « 2  3  4  5  6 »